News

ข่าวสารและประกาศ

เด็กเก่ง วิศวะม.หอการค้าฯ คว้าทุนจีนเรียนต่อที่ปักกิ่ง

เด็กเก่ง วิศวะม.หอการค้าฯ คว้าทุนจีนเรียนต่อที่ปักกิ่ง

วิศวกรรมศาสตร์โลจิสติกส์ม.หอการค้าไทยสุดเจ๋ง คว้าทุนป.โทรัฐบาลจีน (Chinese Government Scholarship) พร้อมกลับมาเพิ่มศักยภาพระบบรางประเทศไทย


Beijing Jiaotong University ก่อตั้งปี ค.ศ.1896 ก่อนหน้านี้ประมาณปี ค.ศ.1951 – ค.ศ.2003 รู้จักกันในชื่อ Northen Jiaotong University ซึ่งประกอบด้วยหลายสาขาวิชา ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ และศิลปะศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่รัฐบาลจีนอนุญาตให้รับนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 40 ประเทศ ทั้งในเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และ อเมริกาเหนือ มหาวิทยาลัยมีอุปกรณ์การสอนครบหลักสูตร ห้องสมุดเป็นแหล่งข้อมูลสืบค้นเนื้อหา ประกอบด้วยเครื่องเล่นกีฬาและนันทนาการมากมาย ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 100 คน จากประเทศต่างๆ 20 ประเทศ

และนักศึกษาทุกคนต่างเป็นคนที่มีคุณภาพและเป็นความหวัง เป็นอนาคตของประเทศเช่นเดียวกับ“กิตติ เอ่งฉ้วน” นักศึกษาปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์โลจิสติกส์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ได้รับทุนการศึกษาจาก Beijing Jiaotong University ประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่า นี่คือหนึ่งในความหวังที่จะกลับมาพัฒนา “วิศวกรรมด้านการจัดการระบบรางในอนาคตของประเทศไทย”

“กิตติ”เล่าผ่าน SBN ถึงการสอบชิงทุนในครั้งนี้ ว่า“ผมได้รับโอกาสจากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและทุนจากรัฐบาลจีนให้เข้ารับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทปัจจุบันผมเป็นนักศึกษาปริญญาโทภายใต้ทุนรัฐบาลจีน (Chinese Government Scholarship)กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการบริหารและการจัดการระบบราง มหาวิทยาลัย Beijing Jiaotong University ณ กรุงปักกิ่ง โดยที่ส่วนมากนักศึกษาไทยที่มาเรียนที่นี่ก็จะอยู่กระจัดกระจายกันออกไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆครับ อาทิเช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University), มหาลัยชิงหวา (Tsinghua University), มหาวิทยาลัยเทียนจิน (Tianjin University) เป็นต้น ในส่วนของการคัดเลือกนั้น ก็จะเริ่มการมีการส่งประวัติของผู้ประสงค์ที่ต้องการที่จะได้รับทุนในการศึกษาในระดับปริญญาโทให้กับทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อย่างเช่น RESUME, ผลสอบภาษาอังกฤษ TOEIC,TOEFL,IELTS, ผลการเรียน (Transcript)

สำหรับนักศึกษาที่กำลังศึกษา เพื่อคัดเลือกนักศึกษาที่เหมาะสมที่จะได้เป็นตัวแทนมหาลัยเพื่อที่จะศึกษาต่อหลังจากผ่านรอบแรกมาแล้วนั้นก็จะเป็นในส่วนของการเตรียมเอกสารซึ่งจะต้องยึดในส่วนของ Chinese Government Scholarship Requirements เป็นตัวหลัก ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นในส่วนของการจัดเตรียมเอกสารก็จะมีตั้งแต่ ผลการตรวจสุขภาพ, ใบผลการเรียน (Transcript), แผนในการศึกษาต่อ (Study Plan), ผลคะแนนสอบวัดความรู้ด้านภาษาอังกฤษ (TOEFL,IELTS,TOEIC), จดหมายรับรองจากทางคณาจารย์อย่างน้อย 2 ฉบับ (Recommendation Letters), รูปภาพ ก็จะต้องขึ้นอยู่กับว่าหลังจากผ่านมาคัดเลือกแล้วนั้นมีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่ก่อนจะหมดเวลารับสมัครในส่วนของทุน (CSC – Chinese Government Scholarship) โดยจะต้องทำการลงทะเบียนออนไลน์ และหลังจากนั้นหากขาดเหลือเอกสารอะไร ทางฝั่งของมหาวิทยาลัยที่จีนจะเป็นฝ่ายติดต่อกลับมา หลังจากนั้นก็จะได้จดหมายรับรองการเข้าศึกษาต่อ (Admission Letter) ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ถ้าเปรียบเทียบด้านจำนวนประชากร (จำนวนนักศึกษา) นักศึกษาที่มหาลัยนี้มีประมาณ 30,000 คน ซึ่งถ้าดูจากจำนวนนี้ ก็จะสามารถเห็นได้เลยว่า การแข่งขันอยู่ในขั้นที่ถือว่าสูงมากๆ

ความแตกต่างในการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับมหาวิทยาลัย Beijing Jiaotong University มีความแตกต่างกันในแง่มุมต่างๆ เช่น การจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์โลจิสติกส์ ในระดับชั้นปริญญาตรี โดยมีการปูพื้นฐานในการศึกษามาในเบื้องต้นอย่างได้มาตรฐานสากล พื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในด้านของมหาวิทยาลัยประเทศจีน ส่วนมากด้านการเรียนการสอนจะเป็นในส่วนของการหยิบยกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆในชีวิตประจำวัน การเอาประสบการณ์มาสอนโดยตรง โดยจะมีการอธิบายเกี่ยวกับทฤษฏีบทเล็กๆน้อยๆ ที่สำคัญจะลงลึกในด้านของการวิเคราะห์ปัญหา และการปรับแก้ปัญหาเหล่านั้น ซึ่งวิธีการและหลักการก็จะแตกต่างกันออกไป เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่านักศึกษามีความพร้อมสำหรับการออกไปทำงานจริงๆหลักจากเรียนจบ ด้วยการที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านระบบรางในประเทศจีน ด้านอุปกรณ์ เครื่องมือ เทคโนโลยี ทุกอย่างถูกยกมาไว้ในมหาลัยนี้ทั้งหมดเช่นรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะสร้างในไทยประเทศจีนจะมีห้องทดลองซึ่งทำการศึกษาในส่วนของรถไฟความเร็วสูงโดยเฉพาะ มีการนำหัวรถไฟรวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทำการสรุปและประมวลเหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้น รวมทั้งการพัฒนาความเร็วของด้านรถไฟอีกด้วย นอกเหนือจากนี้ทางจีนกำลังศึกษาการทำความเร็วของรถไฟความเร็วสูงให้แตะ 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพมากว่าเดิม

“สิ่งที่ผมอยากจะฝากถึงน้องๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ทุกๆมหาวิทยาลัยในประเทศไทยรวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยของผมเองที่กำลังศึกษาและสนใจที่จะเข้ารับการศึกษาที่ประเทศจีนโดยเฉพาะระบบรางโดยส่วนตัวคิดว่าถ้าน้องๆอยากจะเก่งทางด้านนี้ แนะนำให้มาเรียนที่นี่ครับ ส่วนในเรื่องของการเตรียมตัว พี่อยากจะให้น้องๆเตรียมตัวแต่เนิ่นๆครับ ยกตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน แล้วก็พยายามติดตามข่าวสารจากทางคณะอย่างต่อเนื่องนะครับเพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาส สุดท้ายนี้พี่อยากจะฝากแค่ว่า อย่าละทิ้งความมุ่งมั่นครับ ขอบคุณครับ” กิตติ กล่าวทิ้งท้าย

แหล่งข่าว: http://www.siambusinessnews.com/13028